วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

Opening Party เปิดตัวหนังสือ 'Eyes on Narita & Tokyo Unscripted'

Opening Party เปิดตัวหนังสือ 'Eyes on Narita & Tokyo Unscripted'

ก็จบกันไปแล้วสำหรับงาน "Opening Party เปิดตัวหนังสือ Tokyo Unscripted จาก กันต์-ไมเคิล และ Eyes on Narita จาก อาย-เป็ม" ซึ่งงานนี้จัดขึ้นที่ร้าน Kinokiya Siam Paragon ในวันที่ 28 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ภายในงานมีการพบปะพูดคุยสำหรับแฟนคลับของนักเขียน และเปิดขายหนังสือเพียง 200 เล่มเท่านั้น รวมทั้งแจกลายเช็นให้กับคนที่มารอต่อคิวซื้อหนังสือ 50 คนแรกอีกด้วย งานนี้ใครไม่ได้ไป ไม่ต้องเสียใจ เพราะเราเก็บภาพบรรยากาศในงานมาให้แล้ว ส่วนใครอยากรู้ว่าภายในงานมีการพูดคุยอะไรกันบ้าง ลองไปอ่านกันเลยครับ


ก่อนที่จะไปอ่านบทสัมภาษณ์ภายในงาน ก่อนอื่น เราอยากให้ทุกๆ คนรู้จักสำนักพิมพ์ happening สำนักพิมพ์ของหนังสือทั้งสองเล่มนี้กันก่อน ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว happening เริ่มต้นจากการเป็น Free magazine ที่มีเนื้อหาภายในเกี่ยวกับเรื่องบันเทิง ศิลปะ และไลฟ์สไตล์ หลังจากแจกฟรีไปได้สักพักหนึ่งก็เริ่มทำขาย จนถึงปัจจุบันที่มีการปรับรูปเล่มเป็นแบบ Theme ในส่วนของหนังสือทั้ง 2 เล่มนั้น แรกเริ่มเป็นโปรเจค Eyes on Japan โปรเจคหนังสือที่ทำงานร่วมกับช่างภาพ 7 คน ต่อมาเลยได้กลายเป็นหนังสือ Eyes on Narita และ Tokyo Unscripted โดยจุดเริ่มต้นของหนังสือทั้งสองเล่มนี้ เกิดจากการที่ได้รับเชิญให้ไปเที่ยวที่เมือง นาริตะ ประเทศ ญี่ปุ่น แล้วได้ถ่ายรูปกันมาเยอะมาก เลยตัดสินใจเอามาขยายเป็น Pocketbook แนวการเดินทาง และการท่องเที่ยวซะเลย ซึ่งต่อไปเราจะไปอ่านกันว่า บทสัมภาษณ์ภายในงานมีอะไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลยครับ


Q : ผลงานตอนนี้ทำอะไรกันอยู่บ้างครับ

อาย : ผลงานตอนนี้ก็มีหนังสือเล่มนี้ค่ะ Eyes on Narita แล้วก็มีละครค่ะ

เป็ม : คือจริงๆ ผมเป็นนักออกแบบ แล้วก็ทำงานออกแบบครับ

กันต์ : ก็มีหนังสือเล่มนี้แหละครับ Tokyo Unscripted, จัด DJ อยู่ที่ Cat Radio แล้วก็รายการ Hang Over Thailand ทางช่อง GMM25 ครับ

ไมเคิล : ส่วนงานของผมทำกับ กันต์ ครับ


Q : โปรเจคส์นี้เริ่มต้นมายังไงครับ ?

กันต์ : มันเริ่มต้นที่ผมอยากไปเที่ยว แล้วเพื่อนผมไม่มีใครว่าง เลยต้องจำใจพาไมเคิลไปด้วย ซึ่งตอนแรกไมเคิลก็ไม่ยอมไปครับ

ไมเคิล : คือตอนนั้นที่ผมไม่อยากไป เพราะเมื่อต้นปีก็พึ่งไปญี่ปุ่นมาเอง แต่จริงๆ ก็อยากจะกลับไปอีกแหละ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้ จนโดนมันชวนทำหนังสือนี่แหละครับ

กันต์ : ผมก็เลยพูดไปน่ะครับ ว่างั้นเราไปเที่ยวกัน แล้วเขียนหนังสือกลับมาด้วย แล้วคือผมไม่เคยรู้เลยนะ ว่าหนังสือเขียนยังไง ต้องทำยังไง (หัวเราะ)

ไมเคิล : ผมฝันว่าอยากจะทำหนังสือท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่ว่าไม่มีโอกาสแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน พอทุกอย่างมันดูลงตัว ทำก็ทำครับ


Q : อยากให้ช่วยบอกขั้นตอนการทำงานหน่อย

กันต์ : คือจริงๆ แล้วหนังสือเราไม่มีขั้นตอนการทำงานเลยนะ เหมือนชื่อหนังสือของเรา เราไม่ได้แพลนอะไรกันไว้เลย การไปเที่ยวครั้งนี้ เอาจริงๆ เราไปกันแบบมั่วมาก ภาษาอังกฤษก็พูดไม่ได้ ญี่ปุ่นก็ไม่ได้

ไมเคิล : ใช่ครับ ซึ่งการทำงานนี้ก็ไม่ยากนะ คือ กันต์ ไม่ทำ ผมก็ต้องทำ (หัวเราะ)

กันต์ : คือเอาง่ายๆ เลยนะ ผมไม่รู้ยังไง ไมเคิลก็ไม่รู้แบบนั้นแหละ คือทุกๆ เช้าที่มันตื่นมา มันจะต้องถามว่า “วันนี้ไปไหน” แต่การไปเที่ยวแบบที่ไม่รู้อะไรเลย ทำให้เรารู้สึกสนุกมาก

Q : แล้วทางน้องอายกับพี่เปรมล่ะ มีขั้นตอนในการทำงานยังไงบ้าง

อาย : สำหรับหนังสือของอายนะคะ คือ เราโดนชวนให้มาทำงานกับพี่เป็ม เพราะเราเคยทำงานร่วมกันกับ happening มาก่อนหน้านี้แล้ว ใน Eyes on Japan แล้วต่อมา happening มีโปรเจคส์เอา 5 ช่างภาพ ไป 5 เมืองที่ญี่ปุ่น แล้วพี่เป็มเป็นคนที่ถ่ายผู้หญิงแล้วดูสวย ดูดี ก็เลยมีนางแบบ 1 คน ก็คือหนู

เป็ม : คือเราไปที่เมืองนาริตะกัน แล้วเราก็คุยกันว่าอยากถ่ายน้องอายให้ดูธรรมชาติที่สุด ดูเป็นตัวของตัวเอง

อาย : ใช่ค่ะ แล้วคือเมืองนาริตะ เราเชื่อว่าหลายๆ คนก็รู้จักเหมือนกัน อย่างชื่อสนามบิน สมมุติว่าคุณจะเข้าโตเกียวก็ต้องไปลงนาริตะ แต่ว่าไม่เคยมีใครตั้งทริปแล้วไปเที่ยวที่เมืองนาริตะเลย แล้วเหมือนทางเมืองเค้าก็อยากจะโปรโมทเมืองด้วย เราเลยไปเที่ยวกัน เหมือนชื่อภาษาไทยว่า ใกล้ตานาริตะ คือ เหมือนฟิลประมาณว่า บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ใกล้ตาหรือว่าใกล้ตัว แต่ว่าเรามองข้ามไป


Q : ความยากง่ายในการไปอยู่หลายๆ วัน หรือ ความประทับใจในการไปรอบนี้

กันต์ : คือจริงๆ ก็ไม่มีอะไร ถ้าวันไหนเราคิดต่าง เราก็จะแยกกันเดิน

ไมเคิล : ครับก็อย่างที่กันต์บอกครับ ซึ่งส่วนใหญ่เรื่องที่คิดต่างก็จะเป็นเรื่องของที่ๆ อยากไป

กันต์ : ซึ่งวันที่แยกกันก็เช่น วันที่ผมอยากไปดูเครื่องดนตรีมากๆ ทั้งวัน

ไมเคิล : คือจริงๆ ผมก็ชอบดนตรี แต่ไม่อินขนาดว่าไปเดินทั้งวัน วันนั้นเราเลยแยกกันเดิน เพราะผมก็ไปเดินดูของเล่นเหมือนกัน

Q : ได้ข่าวว่ามีการแบ่งกล้องกันถ่ายด้วยใช่ไหมครับ

กันต์ : คือจริงๆ ตอนแรกเรากะว่าไปรอบนี้เราจะถ่ายด้วยฟิลม์ล้วนเลย 60 ม้วน เตรียมไปเรียบร้อย แต่คิดไปคิดมา ผมว่ามันเพ้อเจ้ออ่ะครับ (หัวเราะ)

ไมเคิล : เพราะว่าในความเป็นจริง เราไม่สามารถแบกกล้อง 2 ตัวแล้วเดินทั้งวันได้ เพราะมันจะหนักมาก เลยแบ่งกันว่า ผมจะถ่ายกล้องดิจิทัล แล้ว กันต์ถ่ายกล้องฟิลม์

Q : แล้วชอบภาพแบบไหนมากกว่ากันครับ

ไมเคิล : คือมันจะไม่เหมือนกันอ่ะครับ กล้องฟิลม์มันก็มีมูดของมัน แต่เราไม่สามารถถ่ายได้ตลอดเวลา

กันต์ : คือถ้าเราใช้กล้องฟิลม์ถ่ายรูปตลอด เราก็จะรู้สึกว่ามันไม่เซฟ เพราะเราไม่รู้เลยว่าม้วนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น จะเสียตอนล้างไหม หรือจะเสียเพราะมือพวกเราไหม


Q : แล้วของพี่เป็มล่ะครับ การถ่ายรูปเป็นยังไงบ้าง

เป็ม : คือจริงๆ พกกล้องฟิลม์ไปด้วย แต่ถ่ายดิจิทัลครับ เพราะว่ามันเสี่ยงเกินไป

อาย : อย่างเราก็เคยมีประสบการณ์ถ่ายมา 2 ม้วน แล้วเสียหมดเลย มันก็เลยแบบ เป็นบทเรียนเลยค่ะ (หัวเราะ)

Q : มีอะไรสนุกบ้างไหมครับที่นาริตะ อยากจะให้เล่าให้ฟังนิดนึง

เป็ม : เป็นเมืองเล็กๆ ที่น่ารักนะครับ แล้วก็มีวัด 100 ปี วันเก่าๆ ที่สวยงามเยอะมาก

อาย : ที่เราชอบจะเป็นสวนเอาไว้ดูเครื่องบิน ซึ่งสวนนั้นปกติจะมีดอกซากุระเยอะมาก แต่ตอนที่เราไปไม่มี เขาเลยบอกให้จินตนาการเอาค่ะ (หัวเราะ)


Q : แล้วทาง กันต์ กับ ไมเคิล มีสถานที่ไหนไหมครับ ที่ชอบเป็นพิเศษจากการไปเที่ยวในทริปนี้

ไมเคิล : ชอบ Tokyo Tower ครับ เพราะว่ามันสวย แล้วก็สามารถวางแผนไปเที่ยวได้

กันต์ : ชอบสุดก็ โยโกฮาม่า ครับ ถึงจะออกนอกไปหน่อย แต่ก็สวยมากนะ

Q : อยากให้เล่าถึงสิ่งที่ประทับใจจากการไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ ขอคนละเรื่องนะครับ

ไมเคิล : ก็ที่ญี่ปุ่นจะมีสไตล์ที่แตกต่างจากเมืองไทย แล้วมันจะมีสเนห์ของมันน่ะครับ ผมเลยชอบ

กันต์ : ของผมก็ชอบ Tokyo ครับ คือเรารู้สึกว่าเป็นเมืองที่ใหญ่มาก มีประชากรเยอะมาก แต่ว่าความเป็นระเบียบและการจัดระเบียบของเค้าคือสุดยอดมาก

เป็ม : สำหรับผม ผมประทับใจทีมงามมากนะ คือ เป็นคนประสานงานที่น่ารักมาก

อาย : ใช่ค่ะ คือเค้าน่ารักมากจริงๆ เค้าเป็นคนญี่ปุ่นนะคะ แต่ที่พูดภาษาไทยได้ เพราะเค้าฝึกมา 30 ปีแล้ว คือจะมีครั้งหนึ่งที่ หนูต้องยกกระเป๋า แล้วเค้าก็มาช่วยค่ะ เค้าบอกว่า “หนูเป็นดารานะ จะถือของหนักไม่ได้ ต้องรักษาภาพพจน์สิ” แล้วอีกอย่างที่น่ารักมากของคนญี่ปุ่นคือ เค้าตรงเวลามากค่ะ นอกจากคน รถไฟยังตรงเวลาด้วย

Q : คิดว่าการเดินทางให้อะไรกับเราบ้าง

ไมเคิล : การเดินทางสำหรับผม คือการออกไปที่ๆ เราไม่คุ้นเคย และได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ

กันต์ : มันเหมือนการเรียน เพราะเราออกไปเห็น ไปซึมซับ แล้วพอกลับมา เราก็ได้อะไรกลับมาด้วย

เป็ม : การเดินทางของผมคือการเรียนรู้ครับ

อาย : การเดินทางมันคือการชาร์ตแบตค่ะ เหมือนเราทำงานอยู่แบบนี้ แล้วพอได้ออกไปเที่ยวแล้ว เหมือนเราได้ชารต์แบคอ่ะค่ะ เพื่อจะได้กลับมาทำงานหาเงินไปชาร์ตแบตใหม่ (หัวเราะ)


Q : อยากให้ฝากผลงานหนังสือเล่มนี้ครับ

กันต์ & ไมเคิล : ก็ฝากผลงานหนังสือ Tokyo Unscripted ด้วยนะครับ เป็นหนังสือเล่มแรกที่พวกเราตั้งใจทำกันอย่างเต็มที่ ถึงจะไปเที่ยวแบบไม่เตรียมตัว แต่เราตั้งใจทำหนังสือเล่มนี้มากครับ อยากให้ลองดู ลองอ่านกันครับ

อาย & เป็ม : คือหนังสือเล่มนี้เราตั้งใจมาก ขอฝากด้วย อยากให้ได้อ่านกัน


และนั่นก็คือบทสัมภาษณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เราเอามาให้ได้อ่านกัน สำหรับใครที่สนใจซื้อหนังสือ Tokyo Unscripted และ Eyes on Narita ก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป ซึ่งน่าจะเข้าร้านในเร็วๆ นี้





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น