แต่เมื่อพอได้ลองอ่านดูแล้วผมก็พบว่า ความอันตรายในที่นี้ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมคิดได้ในขณะนั้น หากแต่เป็นความอันตรายทางด้านทัศนคติ ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันอันตรายกว่าความไม่รู้เสียอีก สนใจอ่านต่อที่นี่
จริงๆ แล้วการนั่งสมาธินั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่างๆมากมาย เช่นการฝึกสติ การมีสมาธิในการเรียน ได้ฝึกการมีเหตุมีผล แต่แน่นอนว่าถ้านั้นเป็นไปด้วยความสมัครใจ และความตั้งใจปฏิบัติ
แต่เราก็รู้ว่า ในทางปฏิบัติจริงๆของโรงเรียนหลายแห่งนั้นจัดโครงการนั่งสมาธิ หรือโรงเรียนวิถีพุทธ เป็นไปเพื่อการสร้างภาพเท่านั้น เพราะมันทำให้ภาพลักษณ์ของคนในโรงเรียนดูเป็น “คนดี” ในสายตาของผู้คนทั่วไป กิจกรรมสุดเบสิกที่มักให้เด็กๆทำคือการ นั่งสมาธิกลางสนาม หน้าเสาธง บางโรงเรียนดีหน่อยเปิดเพลง หรือเปิดธรรมะให้ฟังไปด้วย บางโรงเรียนก็มีชั่วโมงเรียนให้เด็กนั่งสมาธิสวดมนต์ก่อนเริ่มเรียนวิชาต่างๆ บางโรงเรียนมีคะแนนให้เด็กที่นั่งได้ดี(ซึ่งจริงๆแล้วมันล้มเหลวเหมือนบัตรคุณธรรม หรือสมุดจิตอาสา) ซ้ำหนักกว่าเก่าด้วยแนวคิดที่ว่าการนั่งสมาธิคือวิธีการแก้ปัญหาเด็กที่ครอบจักรวาลที่สุดตั้งแต่ เด็กขาดสมาธิ เด็กไม่มีสติ เด็กประมาท เด็กซน เด็กติดเกม เด็กไม่ทำการบ้าน เด็กชอบความรุนแรง เด็กสอบตก ซึ่งจริงๆแล้วการนั่งสมาธิเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นเลย แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าการนั่งสมาธิเป็นสิ่งที่ไม่ดี
การนั่งสมาธินั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อมันเกิดขึ้นในโรงเรียนที่ต้องการเห็นภาพของเด็กที่นั่งสมาธิพร้อมเพรียงเป็นภาพที่สวยงาม ภายในจิตใจของเด็กก็ควรจะผ่องใสไปด้วย ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ครูยังขาดคือ กระบวนการสร้างการเรียนรู้ หรือการพัฒนาทัศนคติของนักเรียน เพราะถ้าหากไม่สามารถพัฒนาได้แล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการนั่งไปเรื่อยๆเสียเวลาเรียนไปเรื่อยๆฟุ้งไปเรื่อย แถมซ้ำร้าย ครูบางท่านคิดว่าการเอาคะแนนมาหลอกล่อจะทำให้นักเรียนเลือกที่จะฝึกปฏิบัติได้ดี ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว นักเรียนส่วนใหญ่จะกลายเป็นการฝึกการทำดีหวังผล และจะไม่แปลกใจเลยที่เด็กยุคใหม่มักจะทำดีเฉพาะเวลาที่ครูในโรงเรียนบังคับให้ทำบัตรคุณธรรม หรือทำสมุดจิตอาสา แต่หลังจากที่ส่งใบและเกรดวิชานั้นออก ทุกอย่างก็จบลงไปด้วย อาจเหลือนักเรียนไม่กี่คนที่ยังยินดีที่จะทำอยู่อย่างสม่ำเสมอต่อไป แต่นั้นแสดงให้เห็นว่าเด็กส่วนใหญ่กลายเป็นพวกทำดีหวังผลไปแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า นักเรียนส่วนใหญ่ที่ผ่านกิจกรรมเหล่านี้ ไม่ได้เกิดการเรียนรู้จากกิจกรรมดังกล่าวเลย
แล้วเราจะสร้างกระบวนการเรียนรู้นั้นได้อย่างไร ในขั้นเบสิกที่สุด เราคงต้องกลับมาตั้งคำถามถึงตัวเราเองว่า เราจะจัดกิจกรรมนี้ไปทำไม ไปเพื่ออะไร ถ้าเราต้องการให้นักเรียนมีสติ มีสมาธิ และมีเหตุมีผล กิจกรรมที่ควรจะจัดก็ต้องตอบโจทย์ดังกล่าวนี้ ในเรื่องของการมีสติ การนั่งสมาธิ การสวดมนต์ เป็นกิจกรรมแต่ไม่ใช่กระบวนการทั้งหมด ควรเริ่มจากการวางแผนก่อน ว่าสิ่งที่เราจะทำนั้นจะทำอะไรบ้าง และจะสร้างการยอมรับจากนักเรียนได้อย่างไร ในกรณีนี้ เราอาจจะใช้วิธีการต่างๆ เช่น การฝึกสติก็มีวิธีการมากมายซึ่งสามารถใช้ร่วมกับการสอนได้ทุกวิชา อาจจะอยู่ในรูปแบบของเกม หรือกิจกรรมอื่นใดก็สุดแท้แต่ความชำนาญของแต่ละคน ในเรื่องของการฝึกความมีเหตุผล ก็ควรมาฝึกที่การรับฟังความคิดเห็น ซึ่งแน่นอนว่าเราสามารถออกแบบวิชาเรียนให้เกิดการถกเถียงพูดคุยกันภายใต้กรอบกติกาได้ ส่วนการฝึกสมาธิ แท้จริงแล้วครูหลายคนเวลาที่เด็กไม่ฟัง หรือพูดคุยกันในชั่วโมงเรียน ครูส่วนใหญ่มักตัดสินเด็กไปแล้วว่าเด็กไม่มีสมาธิต้องจับไปนั่งสมาธิ ซึ่งก็คงไม่ช่วยอะไร แต่ถ้าเรามามองรูปแบบของผู้เรียนใหม่ ว่าพวกเขาจะมีสมาธิมากกับสิ่งที่พวกเขาสนใจ สังเกตได้จากการเล่นเกม เด็กจะตั้งใจกับการทำสิ่งที่เขาสนใจ ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาเด็กขาดสมาธิจึงไม่ใช่การให้เด็กไปนั่งสมาธิ แต่คือการออกแบบการสอนที่น่าสนใจ หรือทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่สอนนั้นเอง
เมื่อเราออกแบบการสอนหรือกิจกรรมต่างๆเรียบร้อยแล้ว อาจจะบูรณาการกับวิชาต่างๆ แต่หลังจากการจัดกิจกรรมนั้นสิ้นสุดลง คือการประเมินผล ที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมครูเป็นคนออกข้อสอบ เป็น ครูเป็นโค้ช โดยอาจใช้กระบวนการต่างๆ โดยมีหลักว่า ต้องให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน และสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นไม่มีผิดถูก อาจเป็นการแบ่งปันประสบการณ์ทั้งดี และไม่ดี แสดงความคิดเห็น พูดคุยกัน ทั้งครูและนักเรียน และนำไปสู่การปรับปรุงกิจกรรมในปีต่อๆไป โดยในขั้นตอนนี้ ครูจะต้องทำหน้าที่ช่วยสรุปอย่างใส่ใจกับทุกความคิดเห็นของนักเรียนทุกคน ไม่ว่าความคิดนั้นจะดูแย่ขนาดไหนก็ตาม แล้วจึงโยงไปหาวัตถุประสงค์ตั้งแต่แรก เป็นอันจบกิจกรรม
|

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น